หาดปึกเตียน เพชรบุรี



หาดปึกเตียน อยู่ในท้องที่ตำบลปึกเตียน ห่างจากหาดเจ้าสำราญไปทางใต้ประมาณ 7 กิโลเมตร หรือสามารถเดินทางไปทางถนนเพชรเกษมถึงอำเภอท่ายางแล้วเลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกคลองชลประทานสาย 2 ไปตามถนนนี้ประมาณ 15 กิโลเมตร บริเวณหาดปึกเตียนเป็นหาดทรายขาว สะอาด เหนือหาดมีลำคลองปึกเตียนไหลผ่าน

การเดินทาง จากกรุงเทพฯ ขับมุ่งตรงสู่ จ.เพชรบุรี โดย ใช้ถนนเพชรเกษม ( ทางหลวงหมายเลข 4 ) ผ่าน จ.นครปฐม จ.ราชบุรี โดยท่านสามารถวิ่งเข้าตัวเมืองเพชรบุรีได้เลยครับ เพชรบุรี จากนั้นเขาตรงมาเพื่อมุ่งหน้าไปหาดเจ้าสำราญ ซึ่งท่านจะต้องผ่าน ม.ราชภัฏเพชรบุรี จากนั้นก่อนถึงหาดเจ้าสำราญประมาณ 2 กม. จะมีป้ายบอกไปแยกทางขวามือของท่านนะครับ (ท่านต้งอกำลังมุ่งหน้าสู่หาดเจ้าสำราญ) จะมีป้ายบอกหาดปึกเตียน ท่านขับไปอีกประมาณไม่ถึง 10 กม. จะมีป้ายบอกไปหาดปึกเตียนให้ท่านเลี้ยวซ้ายไปได้เลยครับเข้าไปอีกไม่ไกลก็จะถึงหาดปึก


Comments

นครปฐม อนุสาวรีย์ย่าเหล

อนุสาวรีย์ย่าเหล เป็นรูปหล่อด้วยโลหะขนาดเท่าตัวจริงของสุนัข ซึ่งมีความผูกพันใกล้ชิดกับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว เป็นอย่างยิ่ง ย่าเหลเป็นสุนัขพันธุ์ทางเกิดในเรือนจำ จังหวัดนครปฐม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพบเข้าเมื่อครั้งเสด็จฯ ตรวจเรือนจำ จึงนับว่าเป็นโชคของย่าเหลที่ทรงพอพระราชหฤทัย และทรงเอาย่าเหลมาเลี้ยงไว้ในราชสำนัก ย่าเหล เป็นสุนัขที่เฉลียวฉลาด และจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านจน เป็นที่โปรดปรานมาก เป็นเหตุให้มีผู้อิจฉาริษยาและถูกยิงตายในที่สุด พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโศกเศร้าอาลัยย่าเหลมาก โปรดเกล้าฯให้หล่อรูปย่า-เหลด้วยทองแดง ตั้งไว้หน้าพระตำหนักชาลีมงคล อาสน์ และทรงพระราชนิพนธ์กลอนไว้อาลัยย่าเหลไว้ที่แท่นใต้รูปนั้นด้วย นอกจากนี้แล้ว ภายในพระราชวัง สนามจันทร์ยังมีบ้านพักข้าราชบริพารทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน ที่ ตามเสด็จเสมอในครั้งก่อน บ้านพักเหล่านี้ บางหลังก็ชำรุดทรุดโทรมมาก แต่หลายหลังยังอยู่ในสภาพดี ที่ เห็นได้ก็คือ บ้านพักเจ้าพระยารามราฆพ ผู้ สำเร็จราชการมหาดเล็ก ซึ่งครั้งนั้นเรียกว่า " ทับเจริญ" ปัจจุบัน นี้ได้ใช้เป็นสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด นครปฐม
Comments

สุพรรณบุรี ตลาดสามชุก ตลาด 100ปี

ตลาด 100 ปี




ถึงนามสามชุกถ้า ป่าดง
เกรียงไร่ได้พ่ายลง แลกล้ำ
เรือค้าเท่านั้นคง คอยเกรียงเรียงเอย
รายจอดทอดท่าน้ำ นับฝ้ายขายของ
( จากโครงนิราศสุพรรณ ของสุนทรภู่ )

จากคำประพันธ์ที่ยกมานี้ แสดงว่าสามชุกนั้นมีมาก่อน พ.ศ. 2379 กว่า 100 ปีที่ผ่านมา ตลาดสามชุกคือ จุดแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างชาวเรือและพวกชาวกะเหรี่ยง ลาว ละว้า ที่อาศัยอยู่แถบตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน สินค้าที่นำมาแลกเปลี่ยนจากชาวเรือ เช่น เกลือ ปูน ส่วนชาวบ้านก็จะนำพืชผลจากป่า เช่น ข้าว ฝ้าย แร่ ไม้ฝาง หนังสัตว์ ชันช่อ น้ำมันยาง สมุนไพร ฯลฯ จุดแลกเปลี่ยนนั้นอยู่ที่บ้านท่ายางบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน ตรงข้ามวัดสามชุก ต่อมามีผู้มาตั้งบ้านเรือนร้านค้าที่บ้านสามเพ็ง ( ตลาดสามชุกปัจจุบัน ) มากขึ้น ๆ จนทำให้จุดแลกเปลี่ยนสินค้าที่บ้านท่ายางต้องเลิกราไป สามเพ็งจึงกลายเป็นตลาดที่มีการซื้อขายสินค้าแทน สามชุก…สีชุก…กระชุก…ความหมายคือภาชนะขนาดใหญ่สานจากไม้ไผ่สำหรับใส่สิ่งของ เช่น ข้าว ฝ้าย เป็นรูป “ ฟักตัด ” ลองนึกถึงรูปฟักผ่าครึ่งแล้วตั้งขึ้น หรือผ่าตามยาวแล้ววางนอนลง วางซ้อนกันบนเกวียน ใช้รถบรรทุกข้าวเปลือกได้ครั้งละ 100 ถัง นี่คืออีกนับหนึ่งของที่มาชื่อสามชุก แต่คำว่า “ สามเพ็ง ” ซึ่งปรากฏในนิราศสุพรรณ ของสุนทรภู่ ซึ่งแต่งในปี พ.ศ. 2379 ปรากฏขึ้นก่อนจะมีตลาดริมน้ำ วึ่งเป็นชุมชนใหญ่แหล่งค้าขายที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วย ข้าว ฝ้าย และถ่าน ชาวจีนเรียกตลาดนี้ว่า “ ซัมเพ็ง ” กว่า 50 ปีที่ตลาดสามชุก เป็นศูนย์รวมของการคมนาคมทางน้ำที่ใหญ่เป็นรองเฉพาะอำเภอเมืองเท่านั้น ประชาชนจากอำเภอสามชุก หนองหญ้าไทร ด่านช้าง จะมาลงเรือ ขึ้นเหนือล่องใต้ จะมีเรือบริษัทสุพรรณขนส่ง จำกัด ( เรือสีเลือดหมู ) และเรือแดงที่วิ่งระยะยาว ขึ้นเหนือไปทางประตูน้ำท่าโบสถ์ จังหวัดชัยนาท และล่องใต้ไปกรุงเทพฯ มีเรือแท็กซี่วิ่งรับส่งคนระยะสั้น ๆ เรือขนส่งสินค้าจะจอดรายเรียงเต็มริมฝั่งท่าน้ำ ถนนเรียบนที คือถนนเรียบแม่น้ำท่าจีนจะมีสินค้าวางขายเต็มไปหมดทั้งที่วางขายในร้านและวางขายริมทางโดยเฉพาะของกินจะมีมากมายตั้งติดต่อกันตลอดแนวถนน ผู้คนจะเดินเบียดเสียดกัน บ้าวก็เดินหาซื้อของใช้ อาหารการกิน บางส่วนเตรียมลงเรือ การค้าขายเจริญรุ่งเรืองมาก แม่ค้าข้าวเหนียว เมื่อถึงฤดูมะม่วงสุกจะนึ่งข้าวเหนียววันละเป็นกระสอบ เศรษฐกิจของตลาดสามชุกดีมาก มีธนาคารถึง 7 แห่งเป็นเครื่องยืนยัน

ตลาดสามชุกในปัจจุบันกว่า 100 ปี การคมนาคมทางน้ำลดน้อยลง ความคึกคักจอแจของตลาดสามชุกก็หายไปด้วย ผู้คนเดินเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในตลาดน้อยลง แต่ตลาดสามชุกยังเป็นตลาดไม้ขนาดใหญ่ปลูกมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มีศิลปะการแกะสลักไม้ที่งดงาม เรียงรายเป็นย่านการค้าที่มีความงดงาม และมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม และยังคงทำหน้าที่เป็นตลาดอย่างสมบูรณ์ให้กับชุมชน แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาความทรุดโทรมทางกายภาพไปตามกาลเวลา เมื่อเกิดคณะกรรมการตลาดเชิงอนุรักษ์ขึ้นและได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิชุมชนไท ตลาดสามชุกได้รับการพัฒนา ในด้านความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการจัดวางสินค้า จัดกิจกรรมต่าง ๆ โดยให้ประชาชนเป็นส่วนร่วมตลาดสามชุกถูกฟื้นฟู ให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ เป็นแบบย่างการพัฒนาที่มาจากฐานราก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้านอนุรักษ์ของเก่า มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่งดงามรวมทั้งวิถีชีวิตพื้นบ้าน มีทั้งกลุ่ม / องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น องค์กรชุมชนจากต่างประเทศ ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ นักเขียนวารสารเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ของเก่า และนักศึกษาด้านการพัฒนาจากมหาวิทยาลัยด้านต่าง ๆ ได้มาศึกษาดูงานกันอย่างต่อเนื่อง สร้างความรู้สึกภูมิใจในสักยภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กับคณะกรรมการและประชาชนชาวสามชุกเป็นอย่างมาก สามชุกเป็นตลาด 100 ปีที่มีคุณค่ามีชีวิตชีวา เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของเยาวชนและคนทั่วไป ชาวสามชุกภูมิใจและจะรักษาไว้ให้นานเท่านานเพื่อตอบแทนสนองพระคุณของบรรพบุรุษที่เป็นรากเหง้าของชาวสามชุก


ข้าวห่อใบบัว " ร้านพี่หรั่ง "

ข้าวห่อใบบัวสูตรดั้งเดิม ปัจจุบันหาทานได้ยากเต็มที คัดสรรข้าวหอมมะลิอย่างพิถีพิถัน พร้อมเครื่องปรุงสูตรดั้งเดิม ร้านนี้อยู่บริเวณ ตลาดถนนเลียบนที อยู่หลังร้านบะหมี่เจ๊กอ้าว ข้าวห่อใบบัว ขายเฉพาะวันอาทิตย์ วันธรรมดา จะขายข้างแกงและอาหารตามสั่ง


“ หยอง ” ทำกระดุมด้วยมือ

ร้านหยองตั้งอยู่เลขที่ 217 หมู่ 2 ซอย 8

ป้าหยองหรือสิริ สรรพคุณานนท์ ( แซ่คู ) อายุ 55 ปี เรียนจบช่างตัดเสื้อผ้า เปิดร้านตัดเสื้อและทำกระดุมมานานพอสมควร ในร้านยังมีจักรเย็บผ้ารุ่นเก่าใช้งานได้อยู่ ในสมัยก่อนกระดุมสำเร็จรูปไม่มี ต้องสั่งทำ คนจึงนิยมทำกระดุมมาก เพราะต้องใช้กระดุมที่เข้ากับชุดได้ เป็นกระดุมที่ลูกคาอยากให้เหมือนกับตัวผ้า ถือเป็นของแพงอีกด้วย และเหตุเพราะร้านทำกระดุมหายาก อาศัยบอกกันปากต่อปาก คนจากต่างถิ่นจึงมาที่ตลาดสามชุก ต่อมาก็รับทำกรอบพระ เลี่ยมทอง เอาข้าวสารมาขายด้วยความที่เป็นคนเก็บของใช้ที่มีความประทับใจ ภายในร้านหยองจึงมีตู้สะสมของเก่าเก็บไว้โชว์หน้าร้านเป็นของที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน และของรักของหวงก็คือ กล้องถ่ายรูปจิ๋วและซออู้ ป้าหยองเป็นคนที่ชอบเล่นดนตรี ยามว่างจากการตัดเย็บสามารถเล่นกีตาร์คลาสสิก

กล้องถ่ายรูปจิ๋วขนาดเล็กมาก กว้าง 4.5 ยาว 6.5 เซนติเมตร ใช้ฟิล์มขนาด 16 มิลลิเมตร ซื้อจากร้านศึกษาธิการตลาดซอย 1 สมัยยังเป็นเด็กนักเรียน กล้องราคาร้อยกว่าบาท ซออู้ อายุประมาณ 30 กว่าปีมาแล้ว เพื่อนของป้าหยองนำมะพร้าวซอมาให้ จึงนำไปให้ช่างแกะสลักและทำซอ เป็นกะลาซอตัวผู้ขนาดค่อนข้างใหญาและกรมแป้น ใช้ทำเป็นกะลาซออู้หรือซอสามสาย โดยขูดจนผิวเป็นมันหรือแกะสลักเป็นลวดลายเพื่อความสวยงาม มีคันซอสวมอยู่บนกะลา ด้านหน้าหรือปากกะลาขึงด้วยหนังวัวหรือหนังควาย กะลาซอบางทีเรียกกะโหลกซอ

คูเซ่งฮวด

“ คูเซ่งฮวด ” หรือร้านนายไผ่ เลขที่ 242 หมู่ 2 ซอย 3

เป็นร้านขายของใช้และสินค้าไทย ๆ คูหาตรงข้ามเรียกร้านนายไผ่ ขายพวกถ้วยชาม เครื่องใช้ในครัว ตะเกียงทำด้วยกระป๋องนม ตะเกียงโป๊ะ บัวรดน้ำ โหลแก้วใส่ของขายของมานานหลายสิบปีแล้ว

เจ้าของร้านคือ คุณลุงสุวรรณ คูหาพัฒนกุล อายุ 65 ปี เล่าว่าร้านนี้เปิดตั้งแต่สมัยเตี่ยซึ่งเป็นคนจีน ขายข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ เครื่งครัวและอุปกรณ์การเกษตรยังเก็บตะเกียงลาน เตารีดถ่าน รถเข็นไม้ซึ่งเป็นของใช้ในบ้านอยู่ และยังเก็บขวดนมเด็กสมัยก่อนทำจากแก้วเอาไว้อีกด้วย

ร้านกาแฟท่าเรือส่ง

( ศิวะนันต์พานิช ) เลขที่ 1 ซอย 1

ร้านกาแฟท่าเรือส่ง เจ๊ชั่ง ศิวะนันต์วงษ์ อายุ 67 ปี และเจ๊ม่วยเล็ก ศิวะนันต์วงษ์ อายุ 51 ปี เดิมมีร้านกาแฟอยู่ที่ท่าเรือส่งแต่ขายดี ต่อมาเมื่อการคมนาคมทางเรือเลิกไป จึงมาเปิดขายที่ร้ายของน้องชายคนที่ 3 เปิดร้านก่อสร้างชื่อศิวะนันต์พานิช ร้านนี้เปิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2508 ขายตั้งแต่ราคาสามสตางค์ ห้าสตางค์ ตอนนี้ราคา 7-10 บาท ร้านเปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น วันหนึ่ง ๆ เปลี่ยนคนชงสามกะผลัดกันดูแลร้าน เจ๊ชั่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการชงกาแฟมีความคล่องแคล่วมาก ร้านนี้เป็นสถานที่พบปะแลกเปลี่ยนพูดคุยของชาวตลาดก็ว่าได้

ร้านนี้พลาดไม่ได้ กาแฟสูตรโบราณ โอเลี้ยง ชาเย็น อร่อยทั้งนั้น ข้อสำคัญร้านนี้คั่วกาแฟเอง สูตรลับเฉพาะคั่วกันเห็นๆบริเวณริมน้ำ บรรยากาศภายในร้าน ท่านจะได้ชมสภากาแฟตัวจริงและวิถีชีวิตชาวตลาดได้เต็มอิ่ม เปิดขายกันตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงเย็น

บ้านขุนจำนงจีนารักษ์

ขุนจำนงจีนารักษ์ นามเดิมว่า หุย แซ่เฮง เป็นคนจีนเกิดในประเทศไทย ใกล้วัดโพธิ์คอย อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ประกอบอาชีพค้าขาย มีโรงเหล้าและโรงยาฝิ่น เมื่อเยาว์วัยศึกษาเล่าเรียนที่ประเทศจีน กลับเมืองไทยเมื่ออายุ 20 กว่าปี ต่อมาได้สมรสกับคุณกุ้นเอง แซ่เจ็ง เป็นคน อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี มีบุตรธิดา 3 คน ต่อมาได้เช่าที่ราชพัสดุปลูกบ้าน 3 ชั้นใน พ.ศ. 2459 กิจการค้าขายของท่านเจริญรุ่งเรืองไปถึง 6 อำเภอ ท่านจึงเป็นที่รุ้จักของบุคคลทั่วไป ประกอบกับท่านเป็นคนดี มีเมตตาช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก จึงได้เป็นผู้นำชุมชน คุณงามความดีของท่าน ทำให้ท่านได้รับบรรดาศักดิ์ เป็น ขุนจำนงจีนารักษ์ ตำแหน่งกรรมการพิเศษ จ.สุพรรณบุรี นายอากรสุรา - ฝิ่นศักดินา 400 ไร่ จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 8 พฤษจิกายน พ.ศ. 2474 เมื่อรัฐบาลประกาศยกเลิกการสูบฝิ่น ท่านจึงหันมาทำสวนทำไร่ และเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2517 รวมอายุได้ 83 บ้านของท่านในส่วนของคุณเคียวยี้ ซึ่งเป็นบุตรสาวของนายโต้วซ้ง จีนารักษ์ อนุญาตให้กรรมการพัฒนาตลาดสามชุก ปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์โดยใช้ชื่อ “ พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์ ” ซึ่งใช้เป็นสถานที่เก็บของโบราณ สำหรับผู้สนใจเข้าชมเพื่อศึกษาหาความรู้มาจนถึงปัจจุบันนี้

พิพิธภัณฑ์ตลาดมีชีวิตหรือบ้านพูดได้ นับเป็นสิ่งที่สำคัญมากแห่งหนึ่งต้องใช้ผู้มีความรู้ความสามารถ ใช้เวลาและความร่วมมือของชาวตลาด นอกจากนั้นยังต้องศึกษาดูงาน การจัดการพิพิธภัณฑ์ตามที่ต่าง ๆ เพื่อจะได้มีความรู้ในการศึกษาของเก่า การบริหารจัดการ การนำเสนอและการวางแผนด้านบริการ การทำ “ บ้านพูดได้ ” เป็นการให้บ้านแต่ละหลังบอกเล่าประวัติเรื่องราวชีวิตของผู้ที่เคยอยู่อาศัยในบ้านผ่านรูปภาพ ข้าวของเครื่องใช้ และของดีที่เจ้าของภูมิใจ คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกได้ประชาสัมพันธ์ให้ชาวตลาดได้ทราบถึงเป้าหมายของโครงการ ในช่วงแรกได้บ้านที่ยินดีเข้าร่วมโครงการจำนวน 22 หลัง โดยตั้งอยู่ในซอยต่าง ๆ ตลาดป้าจู และคณะกรรมการจะนำป้ายบรรยายของแต่ละบ้าน ไปติดแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน สำหรับพิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงนั้น ต้องพิถีพิถันกันมากในการปรับปรุง โดยจัดหาช่างพื้นบ้านที่มีความชำนาญ ขอคำแนะนำจากอาจารย์สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตสุพรรณบุรี สถาปนิกชุมชน โดยการสนับสนุนมูลนิธิชุมชนไท และผู้เชี่ยวชาญด้านพิพิธภัณฑ์ของหน่อยศิลปากรประจำจังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการจากมูลนิธิชุมชนไท คอยช่วยประสานงานคณะกรรมการทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันอย่างเต็มความรู้ ความสามารถ พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงเป็นอาคาร 3 ชั้น
ชั้นที่ 1 แสดงความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสามชุก
ชั้นที่ 2 แสดงเรื่องราวของครอบครัว ขุนจำนง จีนารักษ์
ชั้นที่ 3 จัดเป็นที่ประชุมสัมนา จัดนิทรรศการหมุนเวียนตามความเหมาะสม การทำบ้าน
การทำบ้านพูดได้เป็นการปัดฝุ่นของเก่าที่ถูกซุกซ่อนอยู่ตามหลืบซอกของบ้านต่าง ๆ ในตลาด เป็นการปลูกจิตวิญญาณตลาดผ่านบ้านแต่ละหลังให้ผู้คนในบ้านรู้สึกถึงความสืบเนื่องกับอดีตและความรู้สึกกับอดีต และความรู้สึกภาคภูมิใจในบรรพบุรุษครอบครัวและชุมชนของตน

จาก http://www.pantown.com/group.php?display=content&id=18996&name=content1&area=3



Comments

เริ่มเปิดบริษัทก็อย่างงี้แหละค่ะ

Comments

จดหมายลากิจของนัทเองค่ะ



นัทต้องไปเชียงใหม่กับครอบครัวช่วงสุดสัปดาห์นี้ และยังต้องกลับมาสอบเข้าโรงเรียน มอ วิทย์ วุ่นวายมากๆ เลย และที่สำคัญคือพวกเสื้อแดงก็จะชุมนุมประท้วงด้วยที่นั่น เป็นกำลังใจให้นัทด้วยนะคะเพื่อนๆ


Comments

คนนั่งข้างในคงลุ้นกันน่าดู

Comments

หมากับลิง

Comments

แพงจัง ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น ที่นี่




ที่ตลาดสามชุก มีร้านก๋วยเตี๋ยว ชื่อ นิสา ลูกชิ้นหมู ซอย 1

ขาย ชามละ 85 บาท ให้ลูกชิ้นแค่ลูกเดียว น่าเจ็บใจนัก

ฮึมมมมม
Comments

สัตว์เลี้ยงใหม่ของนัทและปอนด์





ด้วงแรดมะพร้าว ตัวเต็มวัยมีลำตัวสีน้ำตาลแดงเกือบดำ มีขนสีน้ำตาลอ่อนที่ด้านข้างของส่วนหัว อก ขา และด้านล่างของลำตัว เพศผู้มีเขาคล้ายนอแรดที่ส่วนหัวค่อนข้างยาว เพศเมียคล้ายกับเพศผู้ แต่มีเขาสั้น และที่ส่วนปลายของท้องด้านล่างมีขนหนาแน่นกว่าในเพศผู้ เขตแพร่กระจาย พบกว้างขวางในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขนาด 37-45 มิลลิเมตร การเพาะเลี้ยง เนื่องจากด้วงตัวเต็มวัยเป็นแมลงศัตรูพืชพบเจาะกินยอดอ่อนมะพร้าว และปาล์มน้ำมัน ทำให้ยอดมะพร้าวที่แตกออกมาเห็นใบหักเสียหาย ทางมะพร้าวและปาล์มที่ตัดกองไว้ในสวนเป็นแหล่งเพาะอาศัยของด้วง โดยการวางไข่ และเมื่อฟักเป็นหนอนก็จะเจริญเติบโตกัดกินอยู่ด้านล่าง หรือกินอยู่ในตอมะพร้าว ด้วงชนิดนี้หาง่ายพบทั่วไปแม้ในเมือง เป็นด้วงที่เหมาะสำหรับมือใหม่ที่จะลองเลี้ยง เพราะเลี้ยงง่ายมาก อาหารที่ใช้เลี้ยงหนอนกว่างสามารถเติมขุยมะพร้าวลงไปด้วยเพื่ิอลดค่าใช้จ่ายจากไม้ผุบดลงไปได้ มูลที่หนอนถ่ายออกมาไม่เป็นก้อนแน่นเหมือนกับมูลของกว่างชน ไข่ทรงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-4มิลลิเมตร และฟักภายใน 7-8 วัน มีผู้รายงานไว้ว่าหนอนมีอายุประมาณ 3-4 เดือนอย่างไรก็ตาม หนอนที่เก็บมาจากราชบุรีปลายปี 2551 เลี้ยงด้วงอาหารด้วงกว่างมีอายุ 5-7 เดือนใกล้เคียงกับกว่างชนมาก ดักแด้นาน 1 เดือน เพิ่งออกมาเป็นตัวเต็มวัยหลายตัวในขณะนี้
Comments

วันนี้นัทเป็นลมที่โรงเรียนด้วย



สืบเนื่องจากเมื่อวาน เล่นปิงปองกับปังปอนด์และปะป้า จนดึก แล้วนอนดึกด้วย
เช้านี้ กินข้าวไม่ได้มาก เที่ยงก็ทานอาหารที่ โรงเรียนไม่ได้ เพราะว่าเผ็ด

นัทเลยกินโออิชิไป สองกล่อง พอประทังหิว

วันนี้คุณครูให้เข้ากองเพื่อเตรียมพร้อมไปเข้าค่าย แดดร้อนและเพลียมากเลย

นัทเริ่มปวดหัวตั้งแต่เที่ยงแล้ว หวิวๆ

พอโดนแดด แดร๊กคูล่า ในกระแสเลือดนัทก็แผลงฤทธิ์ทันที

นัทหวิวๆ ผิวการร้อนผ่าว เพราะโดนแดด มือเท้าเริ่มเย็นชืดสีผิวเริ่มเหมือนงู (ยังดีที่ไม่มีเกร็ดผุดออกมาให้เห็น ม่ายงั้นเพื่อนๆ และครูคงวิ่งกันกระเจิง --- พูดเล่น แหม อย่าเอาเป็นจริงเป็นจังดิ)

ใจเต้นเร็วขึ้น มือเท้าเริ่มเย็น ปวดหัวมากขึ้น ไม่ได้การแล้ว นัทกำลังจะแปลงร่าง --- เอรี๊ยะ


โชคดีที่ ป่าป้า กับม่าม้า มาหานัท เลยเอาน้ำมนต์ สเลอปี้ ให้ทาน นัทเลย ความคุมลมปราณ ไม่ให้กลายร่างได้


แล้วก็เลยกลับมายังปราสาทของนัท เพื่อชาจ์แบตต่อไป อิ อิ อิ

หวังว่าเพื่อนๆ นัท คงไม่เป็นห่วงนัท มากเกินไปนะคะ

ขอบคุณคุณครูและเพื่อนๆ ด้วยค่ะ ที่เป็นห่วง





Comments (1)
See Older Posts...